แค่คิดไม่มีกรอบก็รวยได้ตลอดชีวิต

หากวันนี้คุณเป็นคนประเทศไทยและก็มีความคิดว่าต้องการจะมีธุรกิจเป็นของตนเอง ซึ่งแน่ๆว่าทุกคนจำเป็นจะต้องสนใจกับธุรกิจที่แกเคยมีมาก่อนอยู่แล้ว ธุรกิจที่เคยได้เห็นว่ามีคนทำมาแล้วประสบผลสำเร็จ ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้ที่จะเข้ามาทำธุรกิจใหม่จะกระโจนเข้ามาทำธุรกิจที่เกี่ยวกับชีวิตประจำวัน เช่นห้องอาหารในประเทศไทย จะมีมากไม่น้อยเลยทีเดียว เนื่องจากส่วนใหญ่คนจะนิยมรับประทานข้าวนอกบ้าน รวมทั้งมันก็จะกำเนิดห้องอาหารขึ้นจำนวนมากมากกระจัดกระจายเมือง ซึ่งในเหตุการณ์วัววิดนี้มันก็อาจก่อให้ ผู้ประกอบกิจการได้รับผลพวง

แม้กระนั้นในวันนี้ ผมจะมายแบบอย่างธุรกิจธุรกิจหนึ่งที่ ยังไม่เคยมีคนไหนกันทำมาก่อน ซึ่งธุรกิจนี้จะเป็นอะไรวันนี้ผมจะมาพินิจพิจารณาให้ทุกคนได้ฟังกันนะครับ ซึ่งเมื่อก่อนทุกคนบางครั้งอาจจะมีความคิดว่า ควรจะลงมือกระทำธุรกิจเลย แต่ว่าสิ่งที่ จำเป็นอย่างมากกว่านั้นก็เป็นพวกเราต้องมีความนึกคิด ก่อนจะมีการลงมือกระทำ ด้วยเหตุว่าสิ่งที่จำเป็นกว่ากระบวนการทำทำซึ่งก็คือการคิดพินิจพิจารณา แบ่งแยกว่าพวกเราทำอะไรพวกเราถึงจะมั่งคั่ง และก็พวกเราจำเป็นที่จะต้องทำหนักขนาดไหน พวกเราถึงจะมีเงินแล้วก็พวกเราควรต้องทำไร่ทำนาเพียงใดพวกเราถึงจะคืนทุน ถึงจะมีผลกำไรแล้วจะไม่เจ๊ง นี่แหละนะครับเป็นการคิดก่อนลงมือกระทำ ด้วยเหตุนี้บางเวลามันไม่ใช่แค่สักแม้กระนั้นจะทำแม้กระนั้นควรจะมีการคิดให้ถี่ถ้วนเสียก่อน คิดให้ครบทุกมุมเสียก่อนก่อนจะลงมือกระทำ
แล้วก็ธุรกิจที่ผมต้องการจะเสนอแนะทุกคนได้พินิจพิเคราะห์ก็คือธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เพราะว่าธรรมดาแล้วการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์นี้ จะประกอบไปด้วย อย่างร่วมกันก็คือ
1.
การยืมเงินมาซื้อจากแบงค์ เนื่องจากว่าพวกเราอาจมีเงินน้อยเกินไปแล้วก็พวกเราต้องการจะซื้อสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งเอาไปปลดปล่อยเช่าต่อซึ่งในนี้ ตามหลักทฤษฎีแล้วพวกเราก็จะได้กำไรในส่วนที่ ทำธุรกิจมิได้เยอะแยะ อาทิเช่นพวกเราบางทีอาจจะไปปลดปล่อยเช่าได้ราวเดือนละ 10,000 บาท แต่ว่าเงินต้นและก็ดอกที่พวกเราจึงควรนำไปใช้แบงค์นั้น 9,000กว่าบาท รวมทั้งถึงแม้ในที่สุดว่าพวกเราจะสามารถทำเงินได้เป็นเงิน จากการที่พวกเราขายอสังหาริมทรัพย์ชิ้นนี้ได้ ในราคาที่มันพุ่งไปแล้วหรือในวันที่พวกเราผ่อนหมด ในกลางทางพวกเราก็จะได้ ผลกำไรอยู่ที่หลักไม่กี่เปอร์เซ็นต์แค่นั้น
2.
การซื้อที่ดินมาเก็บไว้ หากว่าวันหนึ่งที่ดินนี้จะราคาแพง ตัวอย่างเช่นพวกเราบางทีอาจจะไปซื้อที่ดินในชนบทที่มีความรู้สึกว่าอีกสิบปีด้านหน้ามันจะเป็นราคา ซึ่งมันก็บางทีอาจจะใช้เวลานานเผื่อพวกเราจะได้ขาย และก็สิ่งที่มันคือปัญหามากยิ่งกว่าซึ่งก็คือ เรื่องของแคทโฟร์หรือกระแสการเงินสด เพราะเหตุว่าการที่พวกเราซื้อที่ดินพวกเราก็จะซื้อเป็นเงินสด ซึ่งเงินสดของพวกเราก็จะหายไปหมด ด้วยเหตุว่าเงินสดของพวกเรามันอยู่ในดินและก็ที่ดินของพวกเราก็ยังไม่สามารถที่จะขายได้ในเวลานี้ มันก็เลยเป็นที่มาว่าเงินของพวกเรามันจมอยู่กับที่ดิน
ซึ่งสิ่งที่พวกเราน่าจะดูในอนาคตก็คือ ธุรกิจที่มีเมกกาเทซึ่งก็คือธุรกิจที่มาแรง ปัจจุบันนี้ก็คือธุรกิจออนไลน์ พวกเราคงไม่ยอมรับกันมิได้ว่าขณะนี้ธุรกิจออนไลน์ ในตอนปีกลายนั้นธุรกิจอออนไลน์เติบโตได้อย่างระเบิดเลยค่ะนะครับ ซึ่งพวกเราจะมีความเห็นว่าเมื่อปีก่อนแล้วธุรกิจหลายธุรกิจซบเซาแม้กระนั้นอีคอมเมิร์ซยังเติบโตก้าวหน้า
ซึ่งถ้าหากพวกเราจะเอ๋ยถึงอีคอมเมิร์ซ พวกเราจึงควรทราบว่าอีคอมเมิร์ซแบ่งออกเป็น ส่วนก็คือ


1.
ธุรกิจข้างหน้า
ที่ชอบมองเห็นการค้าขายช้อปปี้รวมทั้งลาซาด้า
2.
เบื้องหน้าเบื้องหลังของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ก็คือก่อนจะส่งของไปถึงผู้ใช้ มันจำเป็นจะต้องผ่านคลังสินค้ามาก่อนใช่ไหมนะครับ ซึ่งคนบางบุคคลที่พึ่งสำเร็จการศึกษามาใหม่ๆแล้วทำธุรกิจออนไลน์และก็บรรลุผลสำเร็จเขาก็จะทำโรงเก็บของที่มีขนาดใหญ่เพื่อเก็บของเพื่อส่งให้แก่ลูกค้า เพราะว่าเมื่อก่อนบางทีก็อาจจะใช้บ้านของตนเองที่เป็นที่เก็บของ แต่ว่าเมื่อของขายได้มากขึ้นก็ควรจะมีโรงเก็บของไว้เพื่อสะต็อกผลิตภัณฑ์เพื่อส่งให้ลูกค้า
ฟังมาจนกระทั่งในที่สุดแล้วผมก็ได้ข้อคิดเตือนใจ ข้อมาฝากทุกคนก็คือ
1.
ในช่วงเวลาที่พวกเราคิดธุรกิจนั้นควรต้องคิดให้ครบทุกด้าน มิได้คิดเพียงแค่มุมเดียว นึกถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นในภายหน้าด้วย
2.
กระบวนการทำธุรกิจไม่ใช่แค่สักแต่ว่าจะทำครับผม การคิดให้มากมายแล้ว ยังไม่ดีเสมอกันเท่าการวิเคราะห์เป็น พวกเราจึงควรพินิจพิจารณาเมกกะเทนที่กำลังเจริญวัยรวมทั้งมันจะมีผลให้พวกเราสามารถพินิจพิจารณาก้าวหน้าว่าพวกเราจะทำเช่นไรถัดไป
3.
โมเดลของธุรกิจ จำเป็นจะต้องได้ผลผลดีแก่ทุกคนเสมอกัน วินกันโดยที่ไม่มีผู้ใดได้มากได้น้อย

สินเชื่อเงินด่วนอนุมัติเร็ว

Copyright szigetfestival.info 2022
Tech Nerd theme designed by Siteturner